การบ้านครั้งที่ 2

1.cms ย่อมาจากคำว่าอะไร มีชื่อเป็นภาษาไทยว่าอย่างไร

ตอบ  cms ย่อมาจาก Content Management System มีชื่อภาษาไทยว่า ระบบจัดการเนื้อหาของเว็บไซด์

2. หน้าที่ของ cms คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

ตอบ หน้าที่ของ cms คือ ช่วยในการสร้างและบริหารเว็บไซด์แบบสำเร็จรูป

          และมีประโยชน์ คือ ทำให้สามารถบริหารจัดการเนื้อหาได้อย่างรวดเร็วและเน้นที่การจัดการระบบผ่านเว็บในลักษณะรูปแบบของระบบเว็บท่า

3.cms ที่มีชื่อเสียงนอกจาก Joomla แล้วมีอะไรอีกให้บอกมา 3 ชื่อ

ตอบ 1. WordPress

         2. Drupal

         3.MODx

4.Joomla มีข้อดีแตกต่างจาก cms ประเภทอื่นๆอย่างไรบ้าง

ตอบ ทำให้คุณสามารถจัดการกับเนื้อหาหรือข้อความได้โดยตรง ผ่านหน้าเว็บโดยผู้บริหารเว็บไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านโปรแกรม เช่น HTML ในการอัฟเดตเว็บ

5.Joomla เวอร์ชั่นล่าสุด คือเวอร์ชั่นอะไร

ตอบ Joomla คือเวอร์ชั่น 1.5.22

6.Appserv คืออะไร มีหน้าที่และประโยชน์อย่างไร

ตอบ  Appserv คือ ชุดติดตั้งโปรแกรม PHP แอพพลิเคชั่นเซิร์ฟเวอร์ สำหรับติดตั้งบนระบบปฎิบัติการ WINDOWS

          Appserv มีหน้าที่ 1.Apache  ทำหน้าที่เป็นเซิร์ฟเวอร์

                                            2.PHP ทำหน้าที่เป็นตัวภาษา PHP

                                             3.MySQL ทำหน้าที่ เป็นดาด้าเบสเซิร์ฟเวอร์

           Appserv มีประโยชน์ คือ สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว และไม่ต้องกังวลใจในการติดตั้ง

7.ทำไมเราต้องใช้ Appserv ควบคู่ไปกับการทำเว็บด้วย Joomla

ตอบ  เพราะ Appserv เป็นโปรแกรมที่ใช้ฝึกฝนทดลองการทำเว็บก่อนที่จะนำเข้าสู่พื้นที่โฮสจริงและจำลอง PS เป็น Web Server เพื่อทดลองใช้งาน Joomla

8.หาเว็บไซด์ที่สร้าด้วย Joomla มาให้ครู 3 เว็บนะ (เว็บแรก ก็เว็บโรงเรียนเราไง)

ตอบ 1.www.travelrouteclub.com  

          2.www.babyhunsa.com

          3.www.thaiembassy.jp

ตอบคำถามท้ายบท

บทที่ 6

เรื่อง การติต่อสื่อสาร ค้นหาข้อมูลและความรู้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

1.อินเทอร์เน็ตทำงานอย่างไร

ตอบ อินเตอร์เน็ตจะส่งสัญญาณข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง (เรียกว่า host) ไปยังคอมพิวเตอร์อีกหลาย ๆ เครื่อง ถ้าคอมพิวเตอร์รับอยู่บนเครือข่ายที่คอมพิวเตอร์เครื่องแรกกำลังต่อสายโทรศัพท์โดยตรงมันจะสามารถส่งข้อความได้โดยตรง  แต่ถ้าคอมพิวเตอร์รับ ไม่อยู่บนเครือข่ายที่คอมพิวเตอร์ส่งกำลังไปยังสายโทรศัพท์  ข้อความนั้นก็จะถูกส่งผ่าน router เพื่อเข้าถึงคอมพิวเตอร์ host ที่ติดตั้งอย่างน้อยหนึ่งเครือข่าย  แล้วส่งมอบข้อความเป็นลำดับโดยตรง เชื่อมต่อกันผ่านโปรโตคอล TCP/IP มาตรฐาน  ทั้งนี้เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่ออยู่ จะต้องมีหมายเลขประจำตัวเอาไว้อ้างอิงให้เครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ได้ทราบเหมือนกับคนทุกคนต้องมีชื่อให้คนอื่นเรียก ซึ่งเราเรียกหมายเลขอ้างอิงนี้ว่า IP Address เป็นตัวเลขชุดหนึ่งขนาด 32 บิต ใน 1 ชุดนี้จะมีตัวเลขถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ส่วนละ 8 บิตเท่าๆ กัน เวลาเขียนก็แปลงให้เป็นเลขฐานสิบก่อนเพื่อความง่ายแล้วเขียนโดยคั่นแต่ละส่วนด้วยจุด ดังนั้นในตัวเลขแต่ละส่วนนี้จึงมีค่าได้ตั้งแต่ 0 จนถึง 28 -1 = 255 เท่านั้น

2. เพราะเหตุใดอินเทอร์เน็ตจึงได้รับความนิยมในปัจจุบัน

ตอบ อินเทอรฺเน็ตได้รับความนิยมเพราะว่า อินเทอร์เน็ตให้ความสะดวกสบายกับผู้ที่ใช้งานและมีความรวดเร็วกะทัดลัดในการที่จะสื่อสารและติดต่อกับผู้อื่น นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่ถูกต้องของเนื้อหาในการหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต

3. ถ้าต้องการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนักเรียนต้องทำอย่างไร

ตอบ มี 2 วิธี คือ

1. ติดตั้งโมเด็มกับเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วต่อเข้ากับสายโทรศัพท์ 

2. ใช้สายเช่าความเร็วสูง พร้อมโมเด็มและเราท์เตอร์ 

4. การค้นหาข้อมูลวิธีใดดีที่สุด เพราะอะไร

ตอบ การค้นหาข้อมูลความรู้จากที่อยุ่ของข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต เพราะการค้นหาข้อมูลแบบนี้เพียงแค่พิมพ์ข้อมูลที่เราต้องการ จะได้ผลลัพธ์ตามที่เราค้นหา อย่างรวดเร็ว

5. การค้นหาข้อมูลให้ได้ผลลัพธ์รวดเร็วมีเทคนิคอย่างไร

ตอบ 1. บีบประเด็นให้แคบลง

         2. ใช้คำให้ใกล้เคียง

         3. หลีกเลี่ยงการใช้ตัวเลข

6. ถ้าต้องการค้นหาบทความที่มีคนเขียนไว้เพื่อเผยแพร่ นักเรียนจะเลือกคลิกที่คำสั่งใด

ตอบ คำสั่งค้นหา

7. เพราะเหตุใดทุกคนจึงต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมในการใช้อินเทอร์เน็ต

ตอบ เพื่อให้สมาชิกในเครือของตน ยืดถือปฎิบัติตามกฎเกณฑ์และได้รับประโยชน์สูงสุด

8. การติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นด้วยการสนทนาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตควรปฎิบัติตนอย่างไรจึงจะเหมาะสม

ตอบ 1. ปฎิบัติตามกฎ กติกา และมารยาทที่แต่ละเว็บไซด์กำหนด

         2. การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ การส่งจดหมายลูกโซ่

         3. การสนทนาผ่านเครือข่าย หากผู้สนทนาไม่ประสงค์จะคุยด้วยควรยุติการสนทนา

         4. การใช้กระดาษข่าวหรือกระดาษสนทนา ห้ามพาดพิงถึงสถาบันสำคัญของชาติ

         5. การส่งไฟล์ข้อมูล ไม่ควรส่งไฟล์ข้อมูลที่มีกลุ่มซอฟต์แวร์ประสงค์ร้ายไปให้ผู้อื่น

9. การคักลอกผลงานของผู้อื่นบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีผลเสียอย่างไร

ตอบ 1. ไวรัสอาจจะติดมากับข้อมูลนั้นๆที่เราคัดลอกมา

         2. บางที่เราอาจจะไม่ได้ความรู้จากการคัดลอก

         3. ข้อมูลอาจจะไม่สมบูรณ์

10. นักเรียนจะมีส่วนรวมในการรณรงค์ให้ผู้อื่นใช้อินเทอร์เน็ตอย่างมีคุณธรรมและมีจริยธรรมได้อย่างไรบ้าง

ตอบ 1. โพสต์ข้อความรณรงค์ในเว็บที่คนเข้ามากๆ

         2. รณรงค์ภายในโรงเรียน

         3. ติดป้ายประกาศและข้อห้ามตามร้านอินเทอร์เน็ต

 

 

Chaos theory

Chaos Theory

View more presentations from Jiraporn.

องค์ประกอบและหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

องค์ประกอบและหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

หน่วยรับข้าเข้า ไปที่ หน่วยประมวลผลกลาง และไปที่ หน่วยความจำหลัก หน่วยความจำสำลองและ หน่วยส่งออก

องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์

  • หน่วยรับเข้า

            ทำหน้าที่ เป็นอุปกรณ์ที่เก็บไว้ในหน่วยความจำหลักใช้ในการประมวล เช่น เมาส์ กล้อง

  • หน่วยส่งออก

            ทำหน้าที่ ส่งข้อมูลแสดงข้อมูลที่ประมวลผลแล้ว เช่น จอ LCD ปริ้นเตอร์ ลำโพง

  • หน่วยประมวลผลกลาง

            ทำหน้าที่ เหมือนกับ ซีพียู (Certral Processing Unit : CPU) ชิพ ไมโครโพรเซลเซอร์ แบ่งออกเป็น 2 หน่วย ได้แก่

1. หน่วยควบคุม ทำหน้าที่ ควบคุมการทำงานภายในหน่วยประมวลผลกลางระหว่างประมวลผล

2. หน่วยคำนวณและตรรกยะ ทำหน้าที่ นำข้อมูลเป็นสัญญาณไฟฟ้าแบบตัวเลขฐานสองมาประมวลผลทางคณิตศาสตร์ และตรรกศาสตร์

  • หน่วยความจำหลัก

            ทำหน้าที่ เก็บข้อมูลและโปรแกรมที่จะให้ซีพียูเรียกใช้งาน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1. แรม (Rendom Access Memory : RAM) ทำหน้าที่ เก็บข้อมูลสำหรับใช้งานทั่วไป

หลักการใช้งาน

ü การอ้างอิงตำแหน่งที่อยู่ของข้อมูลใดๆโดยการสุ่ม

ü ข้อมูลจะสูญหายเมื่อมีกระแสไฟฟ้าจ่ายถึงวงจรไม่เพียงพอ

2. รอม (Read Only Memory : ROM) ทำหน้าที่ อ่านได้อย่างเดียว อ้างอิงตำแหน่งที่อยู่ของข้อมูลแบบเข้าถึงโดยการสุ่ม

หลักการใช้งาน

ü ไว้บรรจุโปรแกรมเพื่อว่าซีพียูจะทำงานได้ทันที

ü สามารถอ่านข้อมูลได้แต่ไม่สามารถเขียนข้อมูลได้

  • หน่วยความจำสำรอง

            ทำหน้าที่ เก็บข้อมูลที่ต้องการใช้งานต่อ เก็บข้อมูลถาวร เช่น ฮาร์ดแวร์ แผ่นดิสต์ CD

ระบบสารสนเทศ

ระบบสารสนเทศ

          ระบบสารสนเทศ (Information system) หมายถึง ระบบที่ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ได้แก่ ระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์  ซอฟท์แวร์  ระบบเครือข่าย  ฐานข้อมูล  ผู้พัฒนาระบบ ผู้ใช้ระบบ  พนักงานที่เกี่ยวข้อง และ ผู้เชี่ยวชาญในสาขา  ทุกองค์ประกอบนี้ทำงานร่วมกันเพื่อกำหนด  รวบรวม จัดเก็บข้อมูล  ประมวลผลข้อมูลเพื่อสร้างสารสนเทศ และส่งผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่ได้ให้ผู้ใช้เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงาน การตัดสินใจ  การวางแผน  การบริหาร การควบคุม  การวิเคราะห์และติดตามผลการดำเนินงานขององค์กร  

            สรุปได้ว่า ระบบสารสนเทศ ก็คือ ระบบของการจัดเก็บ ประมวลผลข้อมูล โดยอาศัยบุคคลและเทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินการ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เหมาะสมกับงานหรือภารกิจแต่ละอย่าง 

 ประเภทของระบบสารสนเทศ

             ปัจจุบันจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร กับระบบสารสนเทศ และเทคโนโลยีสารสนเทศชัดเจนมากขึ้น  และเนื่องจากการบริหารงานในองค์กรมีหลายระดับ  กิจกรรมขององค์กรแต่ละประเภทอาจจะแตกต่างกัน  ดังนั้นระบบสารสนเทศของแต่ละองค์กรอาจแบ่ง

ประเภทแตกต่างกันออกไป 

แบ่งระบบสารสนเทศได้เป็น 4 ประเภท 

 1. ระบบสารสนเทศสำหรับระดับผู้ปฏิบัติงาน (Operational – level systems)   ช่วยสนับสนุนการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในส่วนปฏิบัติงานพื้นฐานและงานทำรายการต่างๆขององค์กร เช่นใบเสร็จรับเงิน  รายการขาย  การควบคุมวัสดุของหน่วยงาน เป็นต้น  วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อช่วยการดำเนินงานประจำแต่ละวัน และควบคุมรายการข้อมูลที่เกิดขึ้น

 2.ระบบสารสนเทศสำหรับผู้ชำนาญการ (Knowledge-level systems)  ระบบนี้สนับสนุนผู้ทำงานที่มีความรู้เกี่ยวข้องกับข้อมูล   วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อช่วยให้มีการนำความรู้ใหม่มาใช้ และช่วยควบคุมการไหลเวียนของงานเอกสารขององค์กร

 3. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Management – level systems)  เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยในการตรวจสอบ   การควบคุม การตัดสินใจ และการบริหารงานของผู้บริหารระดับกลางขององค์กร

 4.ระบบสารสนเทศระดับกลยุทธ์ (Strategic-level system)   เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยการบริหารระดับสูง ช่วยในการสนับสนุนการวางแผนระยะยาว  หลักการของระบบคือต้องจัดความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายนอกกับความสามารถภายในที่องค์กรมี  

ประเภทของระบบสารสนเทศ

 

  1.ฮาร์ดแวร์ (Hardware) คือ ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงต่าง ๆ

 2.ซอฟท์แวร์ (Software) คือ ตัวโปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่นักเขียนโปรแกรมได้เขียนขึ้น สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท

 2.1  โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (System software) เป็นชุดคำสั่งที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ทั่งในส่วนหน่วยป้อนเข้า และหน่วยแสดงผล เช่น MS-Dos Win’95 PS/2 และ UNIX เป็นต้น

 2.2 โปรแกรมประยุกต์ (Application software) เป็นชุดคำสั่งที่เขียนตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน เช่น โปรแกรมระบบบัญชี ซึ่งอาจจะเขียนด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ (Computer language) ที่แตกต่างกัน เช่น FOXBASE FOXPRO CLIPPER DBASE BASIC PASCAL หรืออาจจะโปรแกรมช่วยในการพัฒนาเขียน เช่น CyBASE ORACLE เป็นต้น

 1.3 ข้อมูล (Data) จะถูกเก็บรวบรวมจากเอกสาร แล้วป้อนเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยผ่านหน่วยป้อนข้อมูลเข้า เช่น แป้นพิมพ์ (Keyboard) การถ่ายภาพเข้า (Scanner) เป็นต้น จากนั้นข้อมูลจะถูกเก็บอยู่ในหน่วยความจำ (Memory) ก่อนที่จะถูกถ่ายไปเก็บที่หน่วยเก็บข้อมูล (Data storage) เช่น แผ่นแม่เหล็ก (Diskette) จานแม่เหล็ก (Hard disk) และเทปแม่เหล็ก (Magnetic tape) เป็นต้น

 1.4 บุคลากร (People) ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ควรมีความรู้ ความชำนาญในการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ และโปรแกรม จึงจะทำให้สารสนเทศที่เกิดขึ้นถูกต้อง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Previous Older Entries

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.